สติสร้างสุข

สติสร้างสุข

เมื่อมีสติดีแล้ว ปัญญาดี ๆ ก็จะเกิดตามมา ตรงกันข้ามเมื่อขาดสติ สัมปชัญญะก็ไม่มี ปัญญาก็ไม่เกิดได้จึงไม่ผิดเลยหากจะกล่าวว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตคือสติ ไม่มีสติแล้วก็ยากที่ชีวิตจะอยู่ในร่องรอยที่ควรจะเป็น ความสุขที่พึงมีพึงได้ก็เป็นอันเลิกหวัง

วันนี้ขอเสนอแนวคิดง่าย ๆ สั้น ๆ สำหรับการแสวงหาความสุข

1. ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น

ถ้ายอมรับได้ จิตใจจะเยือกเย็นลง ไม่ดิ้นรนทุรนทุราย เพราะเมื่อยอมรับเสียแล้วก็แล้วกัน หมดปัญหาไปหนึ่งเปลาะถ้าคิดให้ดี ในทางพุทธศาสนามองไปอีกมิติหนึ่งว่าให้ยอมรับกฎแห่งกรรม คิดเสียว่าถ้าทุกข์ก็ยอมรับในทุกข์ จากนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยหลักธรรมหรือวิธีที่ถูกควรต่อไป

2. สมดุลธรรมชาติ

บางคนทุกข์เพราะคิดว่าขาด ไม่ได้ในสิ่งที่คนอื่นได้ รู้สึกต่ำต้อย รู้สึกไร้ค่า แต่ให้เราลองคิดใหม่ โดยให้คิดถึงหลักทั่วไปของธรรมชาติที่มีความสมดุล บางอย่างเรามี บางอย่างเราขาด นั่นเป็นหลักธรรมชาติ ที่จะต้องอยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกัน บางอย่างเราได้ บางอย่างเราก็เสียไป ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างในโลกนี้ก็อยู่ภายใต้กฎเดียวกันนี้ทั้งนั้น

3. ฝึกสมาธิ

ฝึกสมาธิแบบไหนก็ได้ เพื่อให้จิตใจสงบ ไม่จำเป็นว่าต้องฝึกด้วยแบบนั้นแบบนี้ หรือวิธีนั้นวิธีนี้ ขอให้ทดลองฝึกไปจนกว่าจะเจอวิธีหรือแบบฝึกที่เหมาะกับตน บางคนไม่ฝึกตามวิธีไหนเลย ไม่เคร่งครัดแต่ปล่อยวางให้ตนเองนั่งเฉย ๆ ไม่ต้องนึกถึงสิ่งใด (เช่น นิมิต) ยึดหลักวิทยาศาสตร์ทางจิตที่พิสูจน์ได้ ไม่อ้างอิงหรือไม่พิสูจน์อะไรมากไปกว่า จะทำจิตให้สงบ โปร่ง โล่ง สบาย และเกิดสมาธิปัญญาได้

ในชีวิตคนทั่วไปมีจิตฟุ้งซ่าน หนักเบามากน้อย จึงควรฝึกสมาธิประจำเพราะจะทำให้จิตนิ่งขึ้น จะได้เรียนรู้และยอมรับธรรมชาติของจิตได้ง่ายขึ้น ทำให้รู้ว่าทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรนิ่งเลย ทุกอย่างไม่แน่นอน และยึดถือไม่ได้ เป็นอนิจจังและอนัตตา เมื่อยอมรับความแปรเปลี่ยนของสรรพสิ่งทั้งหลายได้ ใจก็เลิกทุกข์

ในผู้ที่ไม่อาจจับความนิ่งของจิตได้เลย อาจใช้วิธีไม่ฝึกให้จิตนิ่งเสียก่อน แต่ไปจับประเด็นที่ว่า ชีวิตไม่มีอะไรนิ่ง ไปมุ่งอยู่ที่ความไม่นิ่งนั้นโดยตรง เห็นความไม่แน่นอนและยึดถือไม่ได้ในอีกมุมหนึ่ง

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวทั่วไป คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น