เป็นไวรัสตับอับเสบบี เสี่ยงเป็นมะเร็งตับเพิ่ม

ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน หัวหน้าหน่วยตรวจ NAT(Nucleic acid testing) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวถึงกรณีข่าวของนายภูชนก รักไทย ผู้สื่อข่าว สังกัดสถานีข่าว TNN24 ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะอันตราย และแพทย์แจ้งว่าเกิดขึ้นจากการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผ่านทางกรรมพันธุ์ โดยไขข้อสงสัยว่า หากเป็นไวรัสตับอับเสบบี จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งใยภายหลัง จริงหรือไม่? ไวรัสตับอับเสบบี ติดเชื่อผ่านกรรมพันธุ์ได้หรือไม่? “ไวรัสตับอักเสบบี สามารถติดต่อได้จากทางเลือด จากการติดเชื้อขณะคลอดจากแม่ที่มีเชื้อ และการมีเพศสัมพันธ์ ได้ข่าวว่าครอบครัวของน้องนักข่าวก็มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วย”

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบบี “เมื่อได้รับเชื้อนี้เข้าไป เชื้อก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆภายในตับ และ ใช้เวลานานเฉลี่ย 1-6 เดือนจึงจะเริ่มมีอาการ ขึ้นอยู่กับว่าใครได้รับเชื้อมากหรือน้อย ได้รับเชื้อจากทางไหน และขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน บางคนก็ไม่มีอาการ
สำหรับผู้ที่มีอาการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน (Acute Infection) ผู้ป่วยอาจมีอาการ เพลีย เบื่ออาหาร หรือมีไข้ต่ำๆได้ ในวันแรกๆ แน่นท้อง ปวดท้อง ตัวเหลือง ตา เหลือง เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนแล้วจะหาย เป็นปกติ”

โอกาสหายจากโรคไวรัสตับอักเสบบ “โชคดีที่ว่า ผู้ที่ ได้รับเชื้อประมาณ 90-94 % จะหายเป็นปกติ และร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ตลอดชีวิต ที่เราเรียกว่ามีภูมิแล้วนั่นเอง” แล้วอีก 6-10% ที่เหลือ ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี แล้วไม่หาย? “เรียกว่าติดเชื้อแบบเรื้อรัง (Chronic Infection) ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสตับ อักเสบบี ได้หมด ยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกาย กลายเป็นพาหะเรื้อรัง สามารถแพร่เชื้อได้ตลอดเวลา ตับก็ยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่กลุ่มนี้แหละครับ บางส่วนสามารถกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้” “อย่างไรก็ตามกว่าจะมีอาการรุนแรงขนาดนี้ต่อตับ ผู้ป่วยก็ต้องอยู่ร่วมกับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนานนมกว่า 10-30 ปีขึ้นไป”

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ข่าวทั่วไป คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น